ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการให้
คอลัมน์ เศรษฐ"ธรรมศาสตร์ ตลาดวิชา
โดย พงษ์ธร วราศัย pwrasai@econ.tu.ac.th
การ ให้ของขวัญตามโอกาสและเทศกาลต่าง ๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ว่าชนชาติใดในโลกปฏิบัติกันมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นวันคล้ายวันเกิด เทศกาลคริสต์มาส หรือเทศกาลปีใหม่ พิธีกรรมดังกล่าวประกอบด้วยผู้ให้และผู้รับ ของขวัญเป็นเสมือนสื่อสัญญาณ (Signaling device) จากผู้ให้ไปสู่ผู้รับ ว่าผู้ให้คิดและระลึกถึงผู้รับ ผู้ให้มีความห่วงใยและปรารถนาดีต่อผู้รับ ความยากง่าย ความถูกแพงในเรื่องของต้นทุนการหาของขวัญที่ตอบสนองต่อเป้าประสงค์ข้างต้น ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะส่วนบุคคลของผู้รับ ความสัมพันธ์ของผู้ให้กับผู้รับ
การหาและเลือกของขวัญให้กับผู้รับที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองและ มีข้อจำกัดหรือโอกาสในการไปเสาะแสวงหาด้วยตนเอง เช่น ลูกสาววัยสองขวบ อาจจะไม่สลับซับซ้อนและง่ายกว่าการหาของขวัญให้กับผู้ใหญ่ที่มีรายได้เป็น ของตนเองและสามารถเดินทางไปซื้อของที่บำบัดความต้องการของตนเองได้ การที่ผู้ให้พยายามเลือกสรรของขวัญชิ้นหนึ่งให้กับผู้รับ ผู้ให้ส่วนใหญ่น่าจะมีความคาดหวังลึก ๆ ว่า มูลค่าหรือคุณค่าที่ผู้รับประเมินจะคุ้มค่าหรือสูงกว่าเงินที่ผู้ให้จ่ายออก ไป แต่บ่อยครั้งที่ความคาดหวังดังกล่าวไม่บรรลุเป้าหมาย
แน่นอนว่า ผู้ให้อยากจะหาของขวัญที่เมื่อผู้รับเปิดห่อของขวัญแล้ว มีรอยยิ้มปรากฏและมีความปีติดีใจที่ได้รับ และผู้รับเองถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะได้สิ่งของที่ตรงกับรสนิยม ความต้องการ และได้รับอรรถประโยชน์จากของขวัญชิ้นนั้น หากผู้ให้ให้ของขวัญที่โดนใจผู้รับ กิจกรรมหรือธุรกรรมดังกล่าวก็จัดเป็นธุรกรรมที่ก่อให้เกิดความสุขแก่ทั้งสอง ฝ่าย (Welfare-improving scenario) แต่หากเป็นกรณีที่ไม่พึงปรารถนา ธุรกรรมดังกล่าวก็จัดเป็นธุรกรรมที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทรัพยากร กล่าวคือ ในส่วนของผู้ให้ เขาเสียทั้งเงิน เวลา ตลอดจนค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ซึ่งอาจเรียกรวมกันได้ว่า เป็นต้นทุนธุรกรรมการหา (Search cost) ในส่วนของผู้รับ เขาจะไม่ได้อรรถประโยชน์จากของชิ้นนั้น อย่างน้อยเท่ากับต้นทุนที่ผู้ให้ต้องจ่ายไป
ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น การซื้อของให้ตัวเองกับการซื้อของขวัญให้ผู้อื่นนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ อย่างมีนัยสำคัญ หากซื้อของให้กับตัวเอง มนุษย์ตัดสินใจการเลือกบริโภคของเขาด้วยตัวของเขาเอง โดยมีข้อสมมุติพื้นฐานว่า มนุษย์ผู้นั้นรู้ถึงรสนิยมและความต้องการของตนเอง รู้ว่าตนมีเป้าหมายอะไร และสามารถตัดสินใจที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายนั้นได้ เช่น ต้องการแสวงหาความพึงพอใจสูงสุดจากการบริโภคภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่าง จำกัด เป็นต้น ตัวอย่างเช่น มานะตัดสินใจซื้อของสักชิ้นราคา 1,000 บาท ให้กับตัวเขาเอง เงินที่เขาเต็มใจจ่ายออกไปจะเป็นเครื่องวัดมูลค่าหรือความพึงพอใจ (Satisfaction) ที่มานะประเมินว่าเขาจะได้รับจากของชิ้นนั้น
สำหรับ การซื้อของขวัญให้ผู้อื่นนั้น การเลือกบริโภคสินค้าของบุคคลหนึ่ง ๆ ถูกตัดสินใจหรือถูกกำหนดโดยบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตนเอง นัยที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ ของชิ้นนั้นที่เลือกโดยผู้ให้อาจไม่ตรงหรือสอดคล้องกับรสนิยมของผู้รับ เนื่องจากผู้ให้ต้องตัดสินใจภายใต้สภาวะแห่งความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร (Imperfect information) เกี่ยวกับผู้รับ อาทิ ผู้รับมีรสนิยมเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีของประเภทหรือชนิดนั้น ๆ หรือที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันแล้วหรือยัง เป็นต้น
ยกตัวอย่าง เช่น มานะซื้อเสื้อชุดหนึ่งในราคา 1,000 บาท ให้แก่มานีเพื่อเป็นของขวัญในโอกาสขึ้นปีใหม่ หลังจากที่มานีได้รับแล้ว เราลองแอบถามเธอว่า หากต้องซื้อเอง เธอมีความเต็มใจจะจ่ายสูงสุดเท่าไรสำหรับเสื้อชุดนี้ หากคำตอบคือ 500 บาท ในทางเศรษฐศาสตร์อาจกล่าวได้ว่า เสื้อชุดนี้มีมูลค่าลดลงไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในสายตาของมานี หรือพูดได้อีกอย่างว่า มานะจ่ายแพงไปถึงเท่าตัวสำหรับความพยายามที่จะสื่อสัญญาณและสร้างความสุขให้ แก่มานีด้วยวิธีการให้ของขวัญ
เมื่อพิจารณาต่อจากกรณีตัวอย่างข้าง ต้นจะพบว่า หากเปรียบเทียบอรรถประโยชน์ที่มานีได้รับในกรณีได้รับของขวัญ กับอรรถประโยชน์ที่มานีได้รับในกรณีที่หากเธอได้รับโอกาสเลือกการบริโภคด้วย ตัวของเธอเองด้วยเงินจำนวนที่เท่ากันคือ 1,000 บาท จะพบว่ามีความเป็นได้สูงที่อรรถประโยชน์ที่มานีได้รับในกรณีหลังจะมากกว่า
ใน ปี พ.ศ. 2536 Joel Waldfogel ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและนโยบายสาธารณะแห่ง Wharton School มหาวิทยาลัยแห่งเพนซิลเวเนียได้ทำการวิจัยถึงความสูญเสียทรัพยากรจากการให้ ของขวัญในช่วงคริสต์มาส โดยตีพิมพ์ในวารสาร The American Economic Review พบว่า ผู้รับตีค่าของขวัญที่ตนได้รับต่ำกว่าราคาที่ผู้ให้จ่ายไป
จาก การสำรวจโดยเฉลี่ย ผู้รับประเมินมูลค่าของขวัญที่ตนได้รับเท่ากับ 90 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ผู้ให้จ่ายไป พูดอีกอย่างได้ว่า ของขวัญชิ้นหนึ่ง ๆ จะมีมูลค่าลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถึงมือผู้รับ นักเศรษฐศาสตร์เรียกมูลค่า 10 เปอร์เซ็นต์ที่หายไปนี้ว่า ผลประโยชน์สาบสูญ (Deadweight loss) ซึ่งก็คือทรัพยากรก้อนหนึ่ง ๆ ที่สูญหายไปเสียเฉย ๆ อันเนื่องมาจากการประกอบกิจกรรมหนึ่ง ๆ ทั้ง ๆ ที่หากไม่เกิดการสูญเสียดังกล่าว ทรัพยากรจำนวนนั้นสามารถเอาไปใช้ทำให้คนอย่างน้อยหนึ่งคนมีความสุขมากขึ้น และก็ไม่ได้ทำให้ใครคนอื่น ๆ แย่ลงหรือเดือดร้อน พูดได้อีกอย่างว่า หากเปลี่ยนเป็นว่ามานะให้เงินจำนวน 1,000 บาท แก่มานีแทนการให้ของขวัญ มานีสามารถนำเงินดังกล่าวไปซื้อสิ่งที่เธอปรารถนา และทำให้เธอได้รับความพึงพอใจมากกว่าความพึงพอใจจากของขวัญ โดยที่ไม่ได้เสียต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
หากใช้ตัวเลขจากงาน วิจัยข้างต้นมาประมาณการความสูญเสียทรัพยากรในช่วงเทศกาลคริสต์มาสในกรณีของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้คนใช้จ่ายเพื่อซื้อของขวัญในเทศกาลดังกล่าว คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ก็จะพบว่าประโยชน์บางส่วนอันพึงจะเกิดแต่ไม่เกิด เพราะสาบสูญไป มีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
มาถึงตรงนี้ หากถามต่อไปว่า แล้วของขวัญอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์สาบสูญน้อยที่สุดตามแนวคิดทาง เศรษฐศาสตร์ข้างต้น คำตอบ คือ ของขวัญที่ให้กันระหว่างเพื่อนสนิทหรือที่ให้กันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว ที่อย่างน้อยผู้ให้ก็พอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับอยู่พอสมควร เป็นต้นว่าผู้รับชอบหรือไม่ชอบอะไร มีของประเภทนั้น ๆ แล้วหรือยัง หรืออยากได้อะไร ส่วนของขวัญที่ให้กันระหว่างคนที่ไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน หรือไม่ได้สนิทกันมากเท่าที่ควร หรือว่าผู้ให้และผู้รับมีช่องว่างด้านอายุที่ห่างกันมาก ๆ เช่น คุณยายซื้อของขวัญให้หลานวัย 18 ปี มีแนวโน้มที่จะเกิดประโยชน์สาบสูญมากกว่า ยิ่งผู้ให้เผชิญกับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตัวผู้รับมาก เท่าไร ประโยชน์สาบสูญก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นตาม
นักเศรษฐศาสตร์กลุ่ม หนึ่งให้ข้อเสนอแนะว่า การให้เป็นเงินดีกว่าการให้เป็นของ หรือกล่าวได้ว่า การให้เป็นของสร้างมูลค่าหรือความพึงพอใจแก่ผู้รับสู้การให้เป็นเงินไม่ได้ เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาก็คือ การให้เป็นของนั้นมีข้อจำกัดหรือเป็นการให้โดยผูกเงื่อนไขเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นการจำกัดทางเลือกของผู้รับในการแสวงหาอรรถประโยชน์จากการให้ดัง กล่าว และการที่ผู้บริโภคมีทางเลือกที่มากขึ้น โดยทั่วไปมักไม่เคยก่อผลเสียหายแก่เขาผู้นั้น ยิ่งไปกว่านั้น โดยทั่วไปไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าตัวของเขาเองว่าอะไร คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา มีเสียงสะท้อนกลับว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าวดูจะเป็นทางออกที่ขัดต่อวัฒนธรรมของการให้ ไร้ซึ่งมารยาท และเหมือนจะใช้สำหรับคนสิ้นคิดเท่านั้น
ถึงที่สุด แล้ว หากพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ราคาหรือมูลค่าของที่เป็นตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียว ใจที่บรรจุใส่ลงไปของผู้ให้ในความพยายามที่จะเลือกสรรสิ่งดี ๆ ให้กับอีกคนหนึ่งก็น่าจะทำให้ผู้รับ แม้ว่าจะได้ของขวัญที่ไม่ได้ถูกใจมากนักในแง่ประโยชน์ใช้สอย แต่ของขวัญชิ้นนั้นก็มีคุณค่าทางจิตใจเมื่อระลึกถึงความตั้งใจที่ผู้ให้ใส่ ลงไปในการเลือก
เริ่มตั้งแต่ต้นปี พวกเราคณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ได้จัดสรรเมนูอาหารความคิดมาสู่ผู้อ่านผ่าน คอลัมน์ เศรษฐ" ธรรมศาสตร์ ตลาดวิชา รวมทั้งสิ้น 25 บทความ อาหารความคิดทั้งหมดอาจจะตรงบ้าง ไม่ตรงบ้างกับรสนิยมหรือความต้องการบริโภคของผู้อ่าน อันเนื่องมาจากความหลากหลายของผู้อ่าน แต่ผมคิดว่าในภาพรวม ประโยชน์สาบสูญก็คงจะไม่มากจนเกินไปนัก หากนับรวมความตั้งใจของเหล่าคณาจารย์ที่จะเผยแพร่ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์สู่ สาธารณะ
ผมในนามของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ 2553 แด่ผู้อ่านทุกท่านครับ
--
ในเวลา ช่วงวันหยุดพักผ่อน และ เดินทางท่องเที่ยว ของท่าน อย่าเก็บความประทับใจนั้นไว้คนเดียว เชิญ เข้ามาร่วม post ใน web board
http://www.thebestinsure.com/
เพื่อแบ่งปันความสุข ความประทับใจ โดยเล่าเรื่องราว การเดินทางนั้น ในหัวข้อ ทริปเดินทางที่ข้าพเจ้าประทับใจ
กระทู้ของใครได้รับการโหวตจากผู้ชมมากที่สุด 3 อันดับแรก จะได้รับบัตรกำน้ล ของห้าง เซ็นทรัล มูลค่า 500 บาท จำนวน 3 รางวัล
โดยท่านที่จะร่วมโหวตสามารถให้คะแนนได้ดังนี้
ชอบมากที่สุด เรียงลำดับจนถึงน้อยที่สุด จาก 5 ,4 , 3 , 2 , 1
โดยให้เริ่มตั้งแต่ วันนี้ และจะสรุปผล ในวันที่ 25 มค. 2553
ขอให้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุข และ เดินทางไป-กลับโดยสวัสดิภาพ ทุกท่านครับ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น